February 10, 2026
เท้ง ณัฐพงษ์ หลั่งน้ำตา ยอมรับความพ่ายแพ้เลือกตั้ง
February 10, 2026นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ ดำเนินรายการโดย นายสรยุทธ สุทัศนะจินด...

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ ดำเนินรายการโดย นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ถึงผลการเลือกตั้งซ่อมและการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของพรรค โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และยอมรับว่าการทำงานในพื้นที่เพื่อเข้าถึงประชาชนอาจยังทำได้ไม่ดีพอ
นายณัฐพงษ์ระบุว่า แม้พรรคประชาชนจะมีความโดดเด่นด้านการเมืองเชิงอุดมการณ์ แต่วิถีการเมืองไทยยังคงต้องอาศัยการลงพื้นที่ เข้าร่วมงานศพ งานบวช หรือพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับชาวบ้าน ซึ่งตนเข้าใจเรื่องนี้ดีในฐานะอดีต สส. เขต และยืนยันว่าจำเป็นต้องทำหน้าที่ดังกล่าว เพียงแต่พรรคมีจุดยืนไม่เน้นการใช้เงินหว่านล้อมทางการเมือง
เมื่อพิธีกรไล่เรียงสถิติความพ่ายแพ้ในหลายพื้นที่สำคัญ อาทิ สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา จันทบุรี ชลบุรี และระยอง นายณัฐพงษ์ชี้แจงว่าคะแนนดิบที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งที่น้อยลง พร้อมย้ำว่าลูกพรรคทุกคนทำงานอย่างเต็มที่
สำหรับคำถามที่ถูกเปรียบเทียบกับอดีตผู้นำพรรคอย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าตน “สู้ไม่ได้” ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบอย่างชัดเจนว่า ตน “สู้ได้ในแบบของตนเอง”
บรรยากาศการสัมภาษณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น เมื่อนายณัฐพงษ์เปิดเผยความรู้สึกภายในใจถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ โดยเล่าว่าหลังทราบผลการเลือกตั้ง ตนได้ส่งข้อความไปหาอดีต สส. เขตเดิมทุกคนที่สอบตกและหลุดจากตำแหน่ง จนนำไปสู่บทสนทนาที่สะเทือนใจ และทำให้นายณัฐพงษ์กลั้นน้ำตาไม่อยู่กลางรายการ
สำหรับคำถามที่ถูกเปรียบเทียบกับอดีตผู้นำพรรคอย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าตน “สู้ไม่ได้” ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบอย่างชัดเจนว่า ตน “สู้ได้ในแบบของตนเอง”
บรรยากาศการสัมภาษณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น เมื่อนายณัฐพงษ์เปิดเผยความรู้สึกภายในใจถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ โดยเล่าว่าหลังทราบผลการเลือกตั้ง ตนได้ส่งข้อความไปหาอดีต สส. เขตเดิมทุกคนที่สอบตกและหลุดจากตำแหน่ง จนนำไปสู่บทสนทนาที่สะเทือนใจ และทำให้นายณัฐพงษ์กลั้นน้ำตาไม่อยู่กลางรายการ
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า “เพื่อนร่วมพรรคเองก็บอกผมเหมือนกันว่า เราทำงานกันเป็นทีม ผลที่ออกมามันไม่ได้เกิดจากตัวผมคนเดียว ถึงแม้ว่าข้างในตัวผม ผมมีพิมพ์แชตไปหาเพื่อน สส. เขตเดิมทุกคน ที่ผลการเลือกตั้งออกมาแล้วเขาอาจจะไม่ผ่าน ผมก็พิมพ์แชตไปบอกเขาว่า ผมรู้สึกเสียใจ นึกถึงหน้าเขา แล้วผมจะไม่เจอเขาในสภาอีกรอบ ผมก็รู้สึกแบกรับว่า ในฐานะหัวหน้าพรรค ผมมีส่วนหรือเปล่า แต่เขาบอกกันทุกคนว่ามันไม่ได้เกิดกับตัวผม”
ด้านนายสรยุทธถามตรง ๆ ว่า “ลึก ๆ คือมีความรู้สึกผิดอยู่เหมือนกันในใจตัวเองไหม ผมถามตรง ๆ เพราะมีเพื่อน สส. ที่ร่วมทำงานกันมาสอบตก ถึงขนาดส่งข้อความส่วนตัวไปหา”
นายณัฐพงษ์ตอบสั้น ๆ ว่า “ครับ”
เมื่อพิธีกรถามย้ำว่า “รู้สึกผิดไหม อันนี้ถามตรงเลยนะ”
นายณัฐพงษ์ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมน้ำตาคลอว่า “รู้สึกเสียใจครับ เสียใจที่ผลมันออกมาเป็นแบบนี้”
ด้านนายสรยุทธถามตรง ๆ ว่า “ลึก ๆ คือมีความรู้สึกผิดอยู่เหมือนกันในใจตัวเองไหม ผมถามตรง ๆ เพราะมีเพื่อน สส. ที่ร่วมทำงานกันมาสอบตก ถึงขนาดส่งข้อความส่วนตัวไปหา”
นายณัฐพงษ์ตอบสั้น ๆ ว่า “ครับ”
เมื่อพิธีกรถามย้ำว่า “รู้สึกผิดไหม อันนี้ถามตรงเลยนะ”
นายณัฐพงษ์ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมน้ำตาคลอว่า “รู้สึกเสียใจครับ เสียใจที่ผลมันออกมาเป็นแบบนี้”
ภายหลังจากนั้น นายณัฐพงษ์พยายามตั้งสติ ปาดน้ำตา และกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “แต่ก็ได้บอกว่าก็ต้องสู้ ถึงแม้จะเสียน้ำตา แต่ผมว่าผมหนักแน่น เดือนหน้าทำงานต่อครับ เดินหน้าทำงานต่อ”
ในช่วงท้ายของรายการ ทั้งนายณัฐพงษ์และนายสรยุทธได้ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง รวมถึงการเติบโตของพรรคคู่แข่งอย่างพรรคภูมิใจไทย โดยนายณัฐพงษ์ย้ำว่าพรรคจะไม่ยึดติดกับความผิดพลาดในอดีต และยังคงมุ่งผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กติกาการเลือกตั้งมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น
ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ได้ยกตัวเลขผลประชามติที่มีประชาชนเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญกว่า 20 ล้านเสียง มากกว่าเสียงคัดค้านที่มีประมาณ 10 ล้านเสียง เพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจน
ในช่วงท้ายของรายการ ทั้งนายณัฐพงษ์และนายสรยุทธได้ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง รวมถึงการเติบโตของพรรคคู่แข่งอย่างพรรคภูมิใจไทย โดยนายณัฐพงษ์ย้ำว่าพรรคจะไม่ยึดติดกับความผิดพลาดในอดีต และยังคงมุ่งผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้กติกาการเลือกตั้งมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น
ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ได้ยกตัวเลขผลประชามติที่มีประชาชนเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญกว่า 20 ล้านเสียง มากกว่าเสียงคัดค้านที่มีประมาณ 10 ล้านเสียง เพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจน











